2006/Dec/25

3/2
หอคอยงามสูงเหยียดฟ้าคล้ายหาญท้าทูตสวรรค์ หอคอยแห่งฟรอนเซ่น ทุกทิวาราตรีจะส่องสว่างให้แก่เหล่าเรือเดินทะเลน้อยใหญ่ที่ลอยลำในอ่าวคาลิบอร์ เบื้องล่างเป็นชุมชนที่แออัดด้วยผู้คน ตึกสูงทรงสวยประดับด้วยรูปปั้นแปลกๆอย่างสัตว์ในเทพนิยายหลายหลากปลูกรายล้อมบ่งชัดถึงความเจริญรุ่ง โดยมากจะเป็นสำนักกรมการของเจ้านายจากมหานครเมืองหลวงผู้ดูแลความสงบที่นี่ ไม่ก็หมู่คฤหาสน์ของชนชั้นสูง ทิศเหนือและทิศตะวันออกชิดขอบทะเลมีท่าใหญ่ที่ดาษดาด้วยเรือหลายขนาดหลากชนิดเทียบเป็นแถวยาวเรียงรายตลอด ทิศใต้เป็นลานตลาดกว้างคับคั่งด้วยพ่อค้ามากหน้าและฝูงชนที่จับจ่ายทั้งหาซื้อและนำมาจำหน่าย แต่ถึงแม้จะเป็นเมืองใหญ่อุดมไปด้วยศิลปะวิทยาการชั้นยอดและความมั่งคั่ง แต่ความจริงที่เด่นชัดคือเหล่าคนยากไร้ยังมีอยู่ทั่ว แทบจะเรียกได้ว่ามากกว่าเหล่าเศรษฐีมีสตางค์ด้วยซ้ำไป ชนชั้นล่างเหล่านี้อย่างดีก็เป็นได้แค่คนงานท่าและลูกเรือ อย่างร้ายก็ขอทานหรือแม้แต่พวกลักเล็กขโมยน้อย เหล่านี้ฝังรากกันอยู่โดยทั่วฟรอนเซ่น แต่ก็เหมือนดั่งหนอนแมลงต่ำต้อยในสายตาชนชั้นสูงเท่านั้น


...ว้าว พวกเรา...!! พี่คารีฟกลับมาแล้ว โห...ซื้อขนมปังมาเยอะแยะเลย...!!


เด็กน้อยพากันร้องออกมาด้วยความดีใจทันทีเมื่อเห็นชายหนุ่มร่างเพรียวก้าวเข้ามาในเรือนไม้หลังนี้ ทั้งห้าหกคนนั่นต่างกรูเข้าไปเกาะแกะหยอกล้อเล่นกับเขาด้วยความรักความคิดถึง บ้างก็กระโดดฉวยถุงขนมปังใบโตที่หนุ่มคารีฟหิ้วมาด้วยความซุกซนตามประสา


เอ้า ! เอ้า ! เอ้า!! ไม่ต้องแย่ง ไม่ต้องแย่ง ใครบอกว่าซื้อมาให้พวกแกกันหา...!! เขาร้องบอกเด็กๆพลางแกล้งเหวี่ยงโยกถุงนั้นหลบเหล่ามือน้อยไปมาอย่างสนุก จนเจ้าหนูพวกนั้นหงุดหงิดเพราะคว้าไม่ได้เสียทีจึงพากันพุ่งชนเขาจนล้มลงแล้วเข้ามาแย่งขนมปังหอมกรุ่นเหล่านั้นไปครองไว้แล้วแบ่งกันกินอย่างเอร็ดอร่อย คารีฟเห็นแล้วก็ยิ้มออกมาอย่างมีความสุข แต่เมื่อกวาดตามองไปที่มุมห้องกลับเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆอีกคนหนึ่งยืนกอดตุ๊กตาเก่ามอซอในอ้อมอกแน่น เธอไม่ยินดียินร้ายกับเพื่อนๆที่สนุกกับขนมนั้นเสียเท่าไร จึงลุกขึ้นแล้วเดินเข้าไปหาเด็กหญิงตัวน้อยนั่น


แครีน ไม่เอาขนมปังเหรอ เดี๋ยวเจ้าพวกนั้นกินกันหมดนะ เขาพูดกับเด็กหญิงพลางลูบหัวเธออย่างเอ็นดู เป็นอะไรไปล่ะ..?


พี่คารีฟ...พี่คีสยังไม่กลับอีกเหรอ ข้าคิดถึงพี่คีส.... เสียงใสๆของเด็กน้อยกับตากลมโตที่ดูหมองเศร้านั้น เสียดใจชายหนุ่มเหลือเกิน หรือว่าพี่คีสไม่รักข้าแล้ว พี่คีสถึงไม่กลับมาหาข้าสักที...


พี่คีสเขาไปเป็นอัศวินที่เมืองหลวงโน่นแล้ว.... คารีฟตอบกลับเรียบๆ แต่ใบหน้าที่ยังระรื่นเมื่อครู่กลับมีแววเศร้าจับพลัน น้ำที่ตากำลังจะเออล้นออกมาแต่เขาเบือนหน้ายั้งมันได้ อีกไม่นานพี่คีสเขาก็จะกลับมา เขาจะเอาเงินมาสร้างบ้านหลังใหม่ให้เราให้ใหญ่โตเท่าคฤหาสน์ตรงหน้าถนนนั่นเลย แล้วจะซื้อตุ๊กตาตัวใหม่ให้แครีนด้วยนะ...


พูดจบคารีฟก็ก้มลงหอมแก้มเด็กน้อยแครีนฟอดใหญ่ก่อนที่เขาจะละจากเธอแล้วเดินไปยังห้องเล็กๆที่ถัดจากตรงนั้นเพียงไม่ไม่กี่ก้าว ชายหนุ่มดันประตูไม้บานเก่านั่นแล้วเข้าไปข้างในทันที


อ้าว คารีฟ...ทำไมกลับมาเร็วนักล่ะ ลูกไม่ได้ไปทำงานที่ท่าเรือหรือ...?


หญิงชราผุดลุกจากแคร่ไม้ทันทีเมื่อเห็นลูกชายสุดที่รักกลับมา หล่อนพยายามจะยืนขึ้นแล้วเดินเข้าไปหา แต่ก็ไม่ไหว ด้วยว่าแก่ตัวและโรคร้ายที่รุมเร้า เมื่อเห็นเช่นนั้นคารีฟจึงรีบเข้าไปประคองมารดาตนเอาไว้


ท่านแม่นอนลงเถอะ... เขาพูดพลางเอนกายผู้เป็นแม่ลงบนแคร่นั้นอย่างเดิม แล้วเอื้อมหยิบผ้าห่มมาคลุมให้ด้วยความห่วงใยล้นเปี่ยม ดูสิท่านแม่...นี่ยาบำรุงกระดูกจากเมืองหลวงเชียวนะ คราวนี้ท่านจะกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง อีกไม่นานเราจะได้ไปเดินเล่นชายหาดด้วยกัน


เจ้าไปเอาเงินเยอะแยะมาจากไหนล่ะคารีฟ แม่ผู้ชราเอ่ยถามด้วยตวามสงสัย ยาวิเศษนั่นหลายสิบเหรียญทองเชียว...


คารีฟนิ่งเงียบไปสักครู่เมื่อได้ยินคำถามนั่น ถ้าบอกความจริงไปท่านแม่ของเขาคงไม่ยอมกินยานี้แน่


ข้าไปช่วยงานท่านแบร์เกอร์ที่หอคอยมา... ชายหนุ่มตอบส่งๆพลางเบี่ยงหลบสายตา ท่านไม่ต้องห่วงหรอก ข้าไม่ทำอะไรที่ผิดกฎเมืองหรอกท่านแม่ ข้าสัญญา...


หญิงชราฟังคำนั้นก็ปริยิ้มออกมาด้วยใจปลื้ม หล่อนรับแก้วน้ำกับยาที่ลูกรักส่งมาให้แล้วกลืนมันลงไปอย่างเต็มใจ ตัวคารีฟเองก็รู้สึกผิดยิ่งนักที่โกหกมารดาตน แต่สำหรับคนที่ทำเพื่อเขามาชั่วชีวิต แม้ต้องถูกตราหน้าว่าเป็นหัวขโมยชั่วช้าก็จะทำเพื่อแม่อันเป็นที่รัก


ท่านแม่... เดี๋ยวข้าออกไปเยี่ยมพี่คีสสักครู่นะ...






*********************************************






รถเทียมม้าที่วิ่งสวนกันไปมาดูวุ่นวาย ทั้งผู้คนที่เดินชนเบียดเสียดกันแน่น สำหรับเจ้าจ๋อแซ็คและรีเซ่หนุ่มแล้ว มันช่างเป็นภาพที่ตื่นตาเหลือเกิน ที่นี่ต่างจากดูเกลมาก ทั้งจำนวนฝูงชนและความเจริญด้านจักรกล เพราะรถลากบางคันแม้ไม่เทียมม้าก็วิ่งได้ ถึงไม่ใช่เวลาแต่ทั้งสองก็มิสามารถหักใจข่มความตื่นเต้น แม้ท้องจะหิวกายจะเหนื่อยล้า แต่เมื่อมาเห็นสิ่งแปลกใหม่ในชีวิตก็หายเป็นปลิดทิ้ง โดยเฉพาะหอคอยแห่งฟรอนเซ่นที่ทั้งคู่เห็นมาตั้งแต่ยังไม่พ้นดงป่ามะพร้าวนั่น ยิ่งมาเมียงมองใกล้ๆ ก็ยิ่งตื่นใจกับความยิ่งใหญ่ของมัน


รีเซ่.... เจ้าบอกข้าสิว่า สิ่งนี้มนุษย์อย่างเราเป็นคนสร้างจริงๆ... เจ้าจ๋อถามเพื่อนเสียงสั่น ไม่ได้หวาดหวั่นหรือเกรงกลัวต่ออะไร แต่มันเป็นความตื่นเต้นตื่นตาจนสั่นไปทั่วเพราะหัวใจเต้นแรงเหลือเกิน รีเซ่ก็อยู่ในอาการไม่ต่างกันนัก ถึงเขาจะเคยอ่านจากในหนังสือมาบ้าง แต่ไม่นึกว่าของจริงมันจะยิ่งใหญ่มหึมาขนาดนี้


ใช่...มนุษย์อย่างเราๆนี่ละ... รีเซ่หันบอกเพื่อน แต่ตอนนี้เราต้องหาเจ้านั่นให้เจอก่อน แล้วถ้าแกคิดอยากจะปีนขึ้นไปบนยอดนั่นก็ตามใจ..


แล้ว...เราจะเริ่มกันยังไงดีล่ะ.รีเซ่..เมืองใหญ่ขนาดนี้จนค่ำจนเช้าก็คงหาไม่ทั่วหรอก...


รีเซ่ได้ฟังคำเพื่อนรักก็เห็นด้วยอย่างว่า แม้จะมั่นในอกเพียงใดแต่เมืองใหญ่ที่เคยมาครั้งแรกเช่นนี้ การหาคนก็ไม่ต่างจากงมเข็มในทะเล เขาพยายามคิดหาวิธีพลางเดินชายตาชมเมืองไปเรื่อยหมายว่าจะพบเจ้าหัวขโมยนั่นอีกสักคราถ้าโชคช่วย เวลาผ่านไปพักใหญ่ก็ไม่เห็นใครคุ้นหน้า แต่กลับต้องสะดุดกับบางอย่างที่คุ้นตาบนแผงลอยของพ่อค้านายหนึ่ง รีเซ่สะกิดเจ้าจ๋อหนุ่มให้มองไปทางเดียวกัน เมื่อแซ็คเองก็ว่าคุ้นอยู่กับสิ่งนั้น ทั้งคู่ก็เดินตรงเข้าไป


โอ้....! คุณชายทั้งสอง สนใจชิ้นนี้หรือท่าน... พ่อค้าหน้าย่นเอ่ยถามอย่างนอบน้อม เมื่อเห็นสองหนุ่มมายืนเพ่งหน้าร้านตน อายุแค่นี้แต่ตาถึงทีเดียวนะท่าน เขี้ยวนี่มันเป็นของจระเข้ยักษ์เข้ในป่าลึกโน่นเชียว แค่สิบเหรียญทองเอง ไม่แพงใช่มั๊ยล่ะ


ใช่แล้ว สิ่งที่พาให้สองหนุ่มสะดุดตากับร้านนั้น คือเขี้ยวงามคล้ายกับอันที่ถูกลักไป รีเซ่ลองคว้าขึ้นมาดูถึงรอยตัดนั่นก็ยิ่งมั่นใจว่าพวกเขาคือเจ้าของเก่ามัน หนุ่มผมยาวหันสบตาเพื่อนรัก เมื่อแซ็คพยักหน้าว่าเห็นต้องกันแล้วเขาก็พลันชักดาบคู่ใจออกมาจ่อเข้าที่คอพ่อค้าคนนั้นอย่างรวดเร็วท่ามกลางความตื่นตะลึงของเหยื่อเองและผู้คนรอบข้างที่ผ่านไปมา สหายพ่อค้าแก่นั่นที่ขายของไม่ไกลกันก็ปรี่จะเข้ามาช่วยแต่แซ็คก็ขวางไว้แล้วจ้องตาเขม็งจนพวกนั้นถอยร่นไปเอง


ข้าไม่ใช่โจร ข้าไม่ได้มาปล้น แค่อยากจะรู้ว่าท่านได้มันมายังไง ไม่ต้องปิดบังเพราะข้าเองก็พอจะรู้ว่าท่านได้มันมายังไง ไม่อย่างนั้นจะว่าข้าไม่เตือนไม่ได้นะ...


...โอ้...คุณชาย ใจเย็นก่อน... ใจเย็นก่อน.... พ่อค้าแก่ละล่ำละลักเสียงสั่น เพราะคมดาบนั้นไม่ห่างจากคอหอยเขามากนัก อีกทั้งแววตาคมกริบของหนุ่มรูปงามบ่งบอกว่าเขาเอาจริงแน่


ข้าไม่ได้ขโมยใครมา เจ้าคารีฟมันเอามาขายให้ข้า...


เมื่อได้ยินคำตอบที่พึงใจรีเซ่ก็วาดดาบลง ทำให้พ่อค้านั่นหายใจได้ทั่วท้องขึ้น


แล้ว...ท่านรู้ใช่มั๊ยว่ามันอยู่ที่ไหน...




******************************************************




คารีฟทรุดกายลงหน้าป้ายหินหนึ่ง แม้จะไม่ได้แต่งเติมเสริมสลักให้งามดั่งหลายอันที่อยู่เคียงในละแวกนั้น ก็เพียงพอแล้วที่จะให้หนุ่มน้อยน้ำตาไหลคลอเบ้าขณะเพ่งมองด้วยใจหวนคะนึง ลมทะเลที่หอบคลื่นน้ำซัดฝั่งอยู่เรื่อยไม่เหนื่อยหน่าย ปะทะผิวกายอยู่ร่ำนั้นเหมือนจะปลอบใจให้คลายเศร้าหมอง บนดอนดินนี้มีเพียงเขาที่นั่งเฝ้ามองอย่างนั้นมาระยะหนึ่งแล้ว


สิ่งที่ข้าเสียใจที่สุด คือท่านผู้นั้นช่วยเราทั้งคู่ไม่ได้... เขาพูดพลางวางดอกไม้ช่อสดสวยลงหน้าสุสานหินนั่น ท่านพี่...แม้ข้าจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ข้าก็ดีใจที่ได้รอดกลับมาปกป้องท่านแม่ ปกป้องแครีน ปกป้องเด็กๆจากเจ้าคนโฉดพวกนั้น...


เขาใช้มือปาดน้ำตาให้สิ้นจากใบหน้าแล้วลุกยืนขึ้น แต่ยังเพ่งอยู่ที่หลุมศพพี่ชายไม่ละหนี


ข้าจะแก้แค้น ข้าสานต่อเจตนารมณ์ของท่าน ข้าจะ...!!


ไม่ทันขาดคำหนุ่มร่างเพรียวก็ต้องเงียบปากตะลึงนิ่ง เพราะสายสร้อยห้อยคอเขาพลันขาดสะบั้นลงตกสู่พื้น คารีฟค่อยๆก้มลงเก็บมันขึ้นมา ในใจก็คิดไปต่างๆ สร้อยนี่มารดาข้าให้มาไม่ใช่หรือ หรือว่ามันเกิด...

ชายหนุ่มชั่งใจยั้งความคิดที่พลุ่งพล่านนั้น เขาสลัดปมเชือกที่พันรอบแขนทั้งสองข้างเหวี่ยงเข้ารัดต้นไม้ใหญ่ถัดไปกว่าสิบก้าวโน่นแล้วดึงตัวโหนไปดั่งแมงมุมร่อนใย มุ่งหน้าสู่เมืองใหญ่ที่เขาเพิ่งจากมาเมื่อครู่นี้ด้วยใจร้อนรนยิ่ง



*********************************

Last Edit by NaNA*~ : 5 December 2006 - 19:07:44

No ICQ available
NaNA*~
Scholar



Lv. 13
EXP: 110
to next Lv: 16
Join: Sep 2006
No. 22 - 5 December 2006 - 19:10:35
IP Log -

คารีฟทรงกายนิ่งหน้าบ้านไม้ซอมซ่อหลังเล็กนั่น จะมองกี่ครั้งกี่ครายังไงมันคือบ้านของเขาแน่ แต่ที่แปลกไปคือบรรยากาศที่เงียบเชียบ แม้ตามถนนหนทางหน้าเรือนผู้คนก็ยังเดินขวักไขว่ไปมาตามปรกติ แต่ไม่ใช่เขาคิดไปเองแน่ว่าในบ้านต้องมีอะไรเปลี่ยนไป ลางสังหรณ์ร้ายนั้นไม่น่าจะพลาด


สิ่งที่น่าหวาดหวั่นคือภายในใจที่กลัวกล้า อยากที่จะผลักประตูไม้เบื้องหน้าเหลือเกินแต่ก็พลันนึกกลัวภาพที่เห็น แต่มัวยืนนิ่งอย่างนี้คงไม่ได้อะไรเป็นแน่ มีแต่ต้องเผชิญความจริงเท่านั้น คารีฟหนุ่มกลั้นใจผลักประตูไม้เบื้องหน้านั่น แต่ความกลัวที่เกาะกุมในใจนั้นกลับกลายเป็นความจริง เหล่าเด็กน้อยน้องรักที่ปรกติต้องเจี๊ยวจ๊าวเป็นประจำยามพบหน้า แต่ไม่มีแล้วเหลือแต่ห้องไม้ว่างๆ พลันความหวาดกลัวก็เข้าเกาะกุมอีกครั้ง หญิงชราผู้เป็นมารดาตนจะเป็นเช่นไร เขาสืบเท้าช้าๆเข้าไปเรื่อยจนถึงหน้าประตูห้องนอนของแม่ มันแง้มเปิดอยู่เกือบคืบ มากพอที่ชายหนุ่มจะมองลอดเข้าไปเห็นทุกอย่างโดยไม่ต้องเปิดประตูด้วยซ้ำ แต่กลับหลับตาเบือนหน้าหนี ตนเองก็ไม่รู้เช่นกันว่าจะทำอย่างนั้นเพื่ออะไร เมื่อตัดใจได้ก็ดันประตูออกเต็มแรง


ทะ...ท่านแม่...


หญิงชรานอนหลับตาพริ้มเหมือนปรกติทุกอย่าง ใบหน้าเธอยังดูเปี่ยมสุขเหมือนตอนก่อนที่เขาจะออกไป จำได้กระทั่งผ้าห่มนั้นยังอยู่เท่าท่าเดิมที่ตนคลุมให้ แต่ มันกลับโทรมไปด้วยเลือด เลือดสีแดงสดที่ยังทะลักรินออกมาเรื่อยๆ คารีฟหมดสิ้นแล้วซึ่งเรียวแรงที่มี เขาทรุดตัวกองลงกลับพื้น ดวงตาร้อนผ่าวขึ้นมาทั้งยังไม่รู้ว่าเพราะความรู้สึกอะไร เศร้า โศก โกรธ ทุกข์ ตอนนี้จะเลือกอะไรดี คราวนี้เขาจะทำยังไงดี น้ำตาพรากรินออกไม่หย่อนหยุด คารีฟพยายามคลานเข้าใกล้ร่างแม่ไปเรื่อย ในใจก็ภาวนาให้นี่คือความฝัน เดี๋ยวก็ตื่นแล้ว ใช่ เมื่อคิดได้เขาก็ตีอกชกหน้าตัวเป็นการใหญ่ รู้สึกได้ว่าไม่เจ็บแม้แต่น้อย เพราะความเจ็บร้าวที่กลางอกนั้นหนักหนาเสียมากกว่า


...ท่านแม่ ทั้งชีวิตข้า ข้ารักท่านมากที่สุด...


คารีฟหนุ่มบรรจงจูบลงที่หน้าผากมารดาอีกครั้งทั้งน้ำตาที่หลั่งออกมาเรื่อย เขาโอบกอดร่างมารดาแน่นโดยไม่สนว่าเลือดแดงฉานเหล่านั้นจะเปื้อนเปรอะตัวเขาเพียงใด


ทำไม...มันเอาชีวิตพี่คีสไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมมันต้องเอาท่านไปจากข้าอีก... ชายหนุ่มร้องครางพลางสะอื้นไห้ ข้าจะฆ่ามัน.....!!!


เจ้าหัวขโมยบ้า...!!!! เอาเงินข้าคืนมานะ.......!!!!


พลันเสียงตะโกนกร้าวก็ลั่นดังมาจากหน้าประตูบ้าน คารีฟที่กำลังเศร้าสะเทือนอยู่ก็หันมองด้วยตื่นใจ เสียงที่คุ้นว่าคล้ายเคยได้ยิน เขาละจากร่างมารดาแล้วก้าวผ่านประตูออกดูทันที แต่ก็ต้องชะงักเมื่อมีร่างหนึ่งปราดพุ่งเข้ามาประชิดตัวเขาแล้ว แม้จะเชี่ยวความเร็วแต่ก็ไม่สามรถหลบพ้น จึงโดนกำปั้นของเจ้านั่นตะบันเข้าเต็มใบหน้าจนกลิ้งคะมำพื้น


หนอย...!!! อย่ามาทำสำออยต่อหน้าข้านะ...!!! เจ้าของกำปั้นหนักนั้นปรี่เข้าใส่คารีฟหนุ่มที่ยังนิ่งด้วยแรงหมัดหมายกระชากขึ้นมาอัดต่ออีกสองสามยก แต่ก็โดนดึงออกไปพ้นตัวหนุ่มเจ้าบ้านโดยฝีมือของชายหนุ่มแปลกหน้าแต่งามด้วยความสง่าอีกคนหนึ่ง


แซ็ค!! หยุดก่อน...


หนุ่มรูปงามบอกเพื่อนที่กำลังเกรี้ยวคันหมัดพลางชี้มือให้มองดูร่างหญิงชราบนแคร่ไม้นั่น เมื่อเห็นดังนั้นเจ้าจ๋อเลือดร้อนก็นิ่งลงทันควัน


ข้าหวังว่าแกคงเป็นแค่ขโมยนะ หน้าแกคงไม่เลวขนาดฆ่าคนปล้นของใช่มั๊ย


รีเซ่หนุ่มถามเจ้าบ้านด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยมั่นคง ต่างจากมือขวาของเขาที่สะบัดดาบยาวไปค้ำคอคารีฟเสียแล้ว ...ถ้าคำตอบไม่ถูกใจข้า คงรู้นะว่าจะเกิดอะไรกับคอแห้งๆของแก...


คารีฟผู้สูญแล้วซึ่งทุกอย่างนอนยิ้มร่าท้าคมดาบดั่งคนบ้า เสียงหัวเราะร่วนของเขานั้นทำเอาแซ็คหนุ่มรู้สึกคันมือไม้ ยิ่งอยากขยี้ให้ตายเสียตรงนี้จริง


ลองดูสิ ลองดูข้าให้ดีสิ !!!! ลองดูว่าหน้าอย่างข้านี่จะฆ่าแม่ตัวเองได้อย่างนั้นเชียวเหรอ...!!!! แกลองบอกข้าทีสิ....!!!!






********************************************************







ถัดจากหอสูงแห่งฟรอนเซ่นไปทางเหนือไม่กี่หลังคาเรือน แลเห็นตึกงามอีกหลังหนึ่ง แม้ไม่ได้กระเบียดของหอคอยแต่ก็สูงตระหง่านกว่าทุกๆยอดเรือนที่เคียงใกล้ ก่อด้วยก้อนอิฐสีชาดเรียงเนื่องกันอย่างปรานีตวิจิตร แผ่นไม้บานใหญ่สลักลายงดงาม ประดับอักษรเขียนชัดว่าแซลซี ที่นี่คือบ่อนพนันใหญ่ที่สุดในฟรอนเซ่นนี้ หรือแทบจะเรียกว่าไม่มีที่ไหนในอินแฟลรินอลังการกว่าแห่งนี้อีก ประหนึ่งนัยว่าที่เมืองท่านี้รุ่งเรืองเจริญนักก็เพราะเจ้าสิ่งนี้ ภายในตกแต่งได้สวยสดหรูหราตามแบบขุนนางนิยม คือประดับดาด้วยภายเขียนสีจากจิตรกรมือเอกทั่วเรือน และแม้จะโอ่โถงอีกยังหลายสิบชั้นนัก แต่ก็คราคับด้วยผู้คนที่กำลังหฤหรรษ์กับการเสี่ยงโชค


ท่านอาร์ซิน พวกขาซ้ายไปนำตัวเบี้ยหนี้มาถึงแล้ว... หนุ่มใหญ่อายุราวสามสิบกว่าในอาภรณ์งามสีสดกล่าวต่อนายตนที่นั่งกร่างอยู่บนเก้าอี้ไม้ทรงหรูเบื้องหน้าโดยกิริยาสุภาพยิ่ง จะทำอย่างไรต่อดีท่าน...


ก็...ถ้าผู้ชายก็เอาไปขังรวมกับหมาข้าแล้วกัน ส่วนผู้หญิงส่งไปให้จาดาจัดการเหมือนเคย.... ผู้เป็นนายกล่าวสั่ง พลางจิบสุราในมืออย่างอร่อยลิ้น กิลด์น้องข้า...แล้วถ้าพวกนั้นมันฆ่ายายแก่แคธี่ละก็ สั่งให้พวกมือซ้ายเฝ้าที่ห้องโถงล่างด้วยนะ เผื่อมีหนูสกปรกมารบกวนบ่อนข้า...


ชายหนุ่มนามกิลด์พยักหน้ารับคำแน่น ก่อนจะหันกลับออกจากห้องนายของตน






****************************************************






ฝูงชนในโถงล่างแห่งแซลซีหลายสิบคนต่างแห่แหนเข้ามาชมวงพนันที่กลางห้อง บ้างก็โจษจันกันต่างๆนาๆเพราะเป้าสายตานั้นคือสลัดสาวน้อยที่หาญกล้าท้าเล่นกับดัสซิมยอดเซียนพนันแห่งฟรอนเซ่น อันที่จริงคนที่บ้าบิ่นกล้าเล่นกับเขานั้นก็มีออกถมไป แต่ที่ครานี้เป็นที่ต้องใจก็เพราะแม่สาวน้อยโฉมงามผู้นั้นไล่ต้อนดัสซิมจนเหลือเบี้ยแลกไม่กี่เหรียญทอง


เฮ๊ย ! ไอ้หนุ่ม ข้าขอกู้เบี้ยสักหนึ่งพันเหรียญทองได้มั๊ย... ดัสซิมกล่าวถามพนักงานหนุ่มผู้แจกไพ่ พลางชายตาชำเลืองสลัดสาวนัยเย้ยข่ม ชายหนุ่มพยักหน้าว่าตกลงแล้วเพียงครู่เดียวเบี้ยกองโตก็มาวางตรงหน้าดัสซิม


ข้าเกเพิ่มอีกห้าร้อยเหรียญ รวมกองเก่าเป็นหกร้อย... เซียนดัสซิมกวาดเบี้ยกองโตไปรวมกับพรรคพวกที่กลางโต๊ะ ว่ายังไงล่ะแม่หนู...


สิ้นสำเนียงถามแกมหยามขู่ สาวน้อยยิ้มเล็กๆส่องประกาบจับใจเหล่าชายโดยรอบยิ่งนัก หล่อนชำเลืองดูไพ่ตนครู่หนึ่ง ก่อนจะกวาดเบี้ยแลกเบื้องหน้าไปรวมกลางโต๊ะเช่นกัน แล้วมันก็เรียกเสียงฮือจากผู้คนรอบข้าได้ไม่น้อยทีเดียวเพราะลองคะเนดู เบี้ยนั้นมีค่าสูงถึงหนึ่งพันเหรียญทองทีเดียว


ท่านดัสซิม โปรดอย่าคิดลักไก่ข้าพเจ้าเลย หรือไม่ถ้าไพ่ท่านงามจริง กล้าตามเบี้ยข้าไหมล่ะท่าน... หล่อนพูดอย่างงามสุภาพยิ่ง แต่แฝงด้วยรอยกัดใจจนเจ็บลึกทรวงของดัสซิม เขากวาดกองเบี้ยเบื้องหน้าไปรวมกันตรงกลางด้วยความเกรี้ยวทันที


แม่หนู...ดูไพ่ข้าซะ พูดจบเขาก็หงายไพ่ในมือพลัน มันเรียงเสียงฮือให้แก่ผู้ชมรอบข้างอีกครั้ง ตองควีนคู่คิงส์ ดัสซิมแสยะยิ้มสะใจเมื่อเห็นใบหน้าถอดสีของสลัดสาว เขากำลังจะเอื้อมมือไปโกยเบี้ยแลกมาไว้กับตัวแต่ก็ต้องชะงักเมื่อเด็กสาวทักขึ้น


รีบร้อนเชียวท่าน ข้าพเจ้ายังไม่ทันเปิดไพ่เลย... สิ้นเสียงหวานนั้นผู้คนกลับนิ่งอึ้งกันหมด ได้แต่คิดในใจว่าแม่หญิงผู้นี้เป็นลูกสาวเทพเจ้าแห่งโชคดีหรืออย่างไร เพราะไฟนั้นเรียงดอกเดียวกันถึงห้าใบ ตัวดัสซิมเห็นเยี่ยงนั้นก็สติแตกพลัน เขาลุกพรวดคว้าคอเสื้อหญิงสาวอย่างโกรธกร้าวและตะคอกใส่หล่อนอย่างจะฆ่าแกง


หนอย...!!! ยัยแม่มด แกโกงข้าใช่มั๊ย ข้าจะชกหน้าสวยๆของแกให้เละเทะไปเลย...!!!


เขาง้างหมัดเต็มที่ ยังไม่ทันได้ชกก็กลับโดนกระแทกจนล้มกลิ้งออกไปหลายทอดโดยร่างมนุษย์นายหนึ่งที่ลอยลิ่วมาชนอย่างจัง สาวน้อยหันมองไปยังทิศนั้นทันที ก็พบชายหนุ่มสามคนยืนจังก้าอยู่หน้าประตูใหญ่แห่งแซลซี พร้อมด้วยชายฉกรรจ์ในเครื่องแบบของที่นี่กว่าสามสิบคนที่ยืนรายล้อมอยู่


รีเซ่... ข้าว่าเราลองมาเป็นโจรแล้วปล้นที่นี่กันบ้างมั๊ย ไม่เลวนะเพื่อน...

2006/Dec/07

THE HERO OF INFALRIN // DAHLIA : acc1

ดวงตะวันยามบ่ายสาดแสงส่องไปทั่วบริเวณ กระทบผิวแม่น้ำใหญ่ส่องประกายระยับจับตาทุกครั้งที่เหลียวมอง สายน้ำไหลเอื่อยๆดูเย็นใจแต่เปี่ยมด้วยพลังอันน่าเกรงขาม ทอดตัวยาวสุดสายตาเคี้ยวคดผ่านไปตามช่องเขาไกลโพ้น ต้นไม้ใหญ่น้อยนับร้อยพันงอกเงยชูกิ่งก้านระเกะระกะไปตลอดแนวที่ราบลุ่มแม่น้ำ แต่ไม่ทึบนักเพราะแสงแดดยังพอส่องทะลุลงมายังผืนดินเบื้องล่างได้ แลเห็นสรรพสัตว์หลายหลากเคลื่อนไหวตัวคล้อยกับกระแสต้นไม้ที่เอนเอียงตามลมพัดโชยมาเรื่อย กวางฝูงย่อมๆพากันลงจิบน้ำริมตลิ่งอย่างสงบ บ้างก็เห็นช้างป่าและสัตว์อื่นลงเล่นน้ำกันอย่างพึงใจ แต่บริเวณนั้นกลับปรากฏร่างหนุ่มน้อยนายหนึ่งเอนกายหลับใหลอยู่ใต้โคนไม้ใหญ่ริมน้ำไม่ไกลจากฝูงสัตว์อย่างสบายในอารมณ์ เขาแต่งตัวคล้ายนักรบ เกราะเหล็กสีเงินวาวที่ดูไม่แข็งแกร่งนักสวมทับส่วนหน้าอกและแขนขาเข้ากับชุดผ้าฝ้ายสีขาวแบบผู้ดีเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าที่เกลี้ยงเกลาหลับตาพริ้มกับผมดำยาวสยายราบไปกับพื้นดูงดงามราวกับหญิงสาวแรกรุ่น ข้างตัวมีดาบเหล็กยาวคู่ใจที่ยังมิดชิดอยู่ในฝักวางเอาไว้รวมกับถุงสัมภาระขนาดพอเหมาะแต่มีถึงสองใบด้วยกัน พร้อมกับเสื้อผ้าและชุดเกราะเหล็กที่คล้ายกับหนุ่มน้อยผู้นี้สวมใส่อยู่ถอดวางเคียงไว้เหมือนบริเวณนี้ไม่ได้มีมนุษย์แค่เขาเพียงคนเดียว

เหวอ...!!! รีเซ่ !!! ช่วยข้าด้วย !!! เสียงร้องเรียกที่ร้อนรนและฟังคุ้นเคยนั้น ปลุกรีเซ่หนุ่มให้สะดุ้งตื่นขึ้นมาจากการหลับใหล เขาลุกพรวดขึ้นนั่งแล้วกวาดตามองไปรอบๆเพื่อหาต้นเสียง พลันก็พบหนุ่มน้อยเพื่อนรักของเขากำลังตะเกียกตะกายว่ายอยู่ในแม่น้ำเหมือนกำลังหนีอะไรบางอย่าง จระเข้มันไล่กินข้า!!!

เจ้าจ๋อบ้า แค่จระเข้ไล่กัดเนี่ยนะ ร้องซะลั่นเชียว รีเซ่พูดพลางถอนหายใจยเบื่อหน่าย เรื่องของแกเถอะ ข้าจะนอนต่อ จระเข้ตัวแค่นั้นแกน่าจะจัดการได้นะแซ็ค พูดจบเขาก็เอนตัวลงที่โคนไม้เดิมนั้นโดยไม่สนใจเพื่อนที่กำลังลอยคอในแม่น้ำอันกว้างใหญ่

รีเซ่..... แกหลับตาพูดหรือไง!!! แซ็คร้องเรียกเสียงหลง ผมสีแดงเพลิงของเขายุ่งเหยิงปิดหน้าปิดตาเพราะเปียกน้ำชุ่ม เขาพยายามแหวกว่ายอย่างสุดชีวิตเข้าหาฝั่งเพื่อหนีห่างจากสิ่งที่ไล่ล่าเขาอยู่ ด้านรีเซ่ที่คิ้วขมวดด้วยความรำคาญเต็มทีเพราะเสียงหวีดร้องชวนปวดหัวของเพื่อน เขาจึงลุกพรวดขึ้นมาอีกครั้งหมายจะต่อว่าเพื่อนรักให้เงียบปากเสียที แค่จระเข้าแม่น้ำมันจะร้ายกาจเท่าใดนัก แต่ก็ชะงักไว้เพราะเมื่อหันเห็นกับตาแล้วว่าเงาดำทมึนด้านหลังหนุ่มน้อยผมแดงที่โผล่ขึ้นพ้นผิวน้ำมันเป็นเจ้าจระเข้ยักษ์ขนาดใหญ่โตมหึมาแตกต่างกว่าจระเข้แม่น้ำที่เขาเคยพบเจอหลายสิบเท่านัก แววตาเหี้ยมเกรียมแดงก่ำบ่งบอกถึงความดุร้ายเหลือคณาผิดธรรมชาติ แม้ลักษณะภายนอกของเจ้าตัวนี้จะไม่ต่างกับลูกหลานของมันแต่เพียงแค่ซี่ฟันก็ใหญ่เกินแขนของพวกเขาทั้งคู่แล้ว

เอามันมาทางนี้ทำไม!!! พูดจบรีเซ่หนุ่มก็คว้าดาบคู่ใจพร้อมกับถุงสัมภาระของตนขึ้นสะพายหลังอย่างแคล่วคล่อง เขารีบรุดวิ่งออกจากจุดนั้นอย่างสุดชีวิตพร้อมๆกับเหล่าสัตว์ทั้งหลายที่พากันหนีเข้าป่าด้วยความตื่นกลัว เจ้าจระเข้ยักษ์อ้าปากกว้างจนเห็นแทบจะทุกซี่เขี้ยวปราดเข้างับแซ็คที่ยังตะกายไม่ถึงฝั่ง หนุ่มหัวแดงก็ยังว่องไวพอที่จะเอี้ยวตัวหลบไปได้อย่างฉิวเฉียด แต่เหมือนโชคช่วยเขาเมื่อคลื่นน้ำที่เกิดจากการโจมตีเมื่อครู่ด้วยปากอันใหญ่ยักษ์สมตัวของจระเข้นั้นรุนแรงพอที่จะกระแทกแซ็คจนกระเด็นเข้าหาตลิ่งได้โดยเร็ว เมื่อตั้งหลักได้เขาก็ลุกขึ้นแล้วเข้าไปหยิบถุงสัมภาระพร้อมกับเสื้อผ้าของตนเพื่อเตรียมจะรีบสวมใส่เพราะตอนนี้แซ็คเปลีอยเปล่าล่อนจ้อนแต่ก็นุ่งชั้นในทันแค่อย่างเดียวเพราะเจ้ายักษ์สี่ขามันตะกายขึ้นฝั่งตามมาแล้ว เขาจึงรีบวิ่งกระเตงสัมภาระที่เหลือตามรีเซ่ไปโดยเร็ว

รีเซ่ ข้าจะกินแกแทนมัน...!! แซ็คตะโกนไล่หลังเพื่อนรักที่วิ่งนำไปไกลแล้ว แต่ด้วยความสามารถคล้ายลิงจ๋อผนวกกับร่างกายที่กำยำกว่าเพื่อนแต่ไม่ถึงกับบึกบึนมากทำให้ตัวเขาทั้งวิ่งทั้งใต่โหนต้นไม้วิ่งห่างจระเข้ยักษ์นั่นได้ไม่ยาก แต่มันก็ยังไม่เลิกราที่จะไล่ล่าเขา ด้วยความเร็วที่ไม่น่าเข้ากับร่างกายกันใหญ่โตผิดธรรมชาติของมันทำให้ไล่กระชั้นแซ็คเข้าไปอีก แต่ละก้าวที่เดินนั้นฝากรอยเท้าใหญ่ยักษ์ไว้ทั่ว เสียงดังอึกทึกไปทั่วบริเวณ ต้นไม้ล้มระเนระนาดตามทางที่มันผ่าน สัตว์ป่าต่างวิ่งหนีเอาชีวิตรอดอลหม่านด้วยความตื่นตกใจ ปากก็ยังคงไล่งาบงับแซ็คไปเรื่อยแต่ก็พลาดตลอด เพราะความรวดเร็วคล่องแคล่วเขา ยิ่งในป่าอย่างนี้ทำให้เขาห้อยโหนกระโจนทยานไปตามต้นไม้อย่างสนุกใจ ไม่นานก็ทันรีเซ่เพื่อนรักที่ออกตัวไปก่อนหน้าสักครู่ ด้านรีเซ่เพื่อนหนุ่มก็ไม่เอะใจแม้แต่น้อยที่แซ็คไล่ตามมาทัน เพราะรู้ดีว่าว่าลิงน้อยคนนี้รวดเร็วปานสายลมอยูแล้ว

ลุยกันมั้ย หนังกับเขี้ยวมันท่าจะแพงนะ แซ็คเอ่ยถามเพื่อนขณะกำลังพากันวิ่งหนีอสูรกายยักษ์เบื้องหลังกันอย่างสุดชีวิต นี่มันบนบกแล้วนะพวก มันคงไม่ร้ายเกินคิงคองเมื่อวานหรอก คิดว่านะ...

ถ้าพลาดแล้วข้าตายขึ้นมา ข้าจะข้าแก!! เมื่อคำตอบที่หมายถึงตกลงหลุดออกจากปากรีเซ่ ทั้งสองคนก็หันหลังกลับประจัญหน้าเจ้าจระเข้ยักษ์นั้นทันที มันอ้าปากพร้อมปราดพุ่งเข้างับทั้งสองหนุ่มทันควันแต่แซ็คกับรีเซ่ก็กระโจนลอยตัวหลบพ้นไปได้ แซ็คนั้นคว้ากิ่งไม้ใหญ่ไกล้ๆแล้วโหนไว้ได้ทันก่อนจะร่วงลงมาสู่คมเขี้ยวของอสูรกายนั่นที่อ้าปากรอรับไว้แล้ว ส่วนรีเซ่ชักดาบออกจากฝักแล้วกระชับให้แน่นมือทันที ดาบเหล็กกล้าเรียวยาวสะท้อนแสงวาบบ่งบอกถึงความคมกริบเกินจินตนาการ เขาทิ้งตัวลงมายังอสูรกายยักษ์หมายจะเสียบดาบเข้าที่ตาของมันแต่ก็พลาดไป เพราะเจ้าตัวโตหันตัวกลับทันควันแล้วสะบัดหางอันใหญ่โตฟาดเข้าใส่รีเซ่หนุ่มอย่างจังจนลอยลิ่วไปกระแทกกับต้นไม้โครมใหญ่ มันพุ่งเข้าใส่รีเซ่ที่นอนนิ่งอยู่อย่างนั้นทันที แต่เขาก็ยังมีแรงพอที่จะกระโจนหลบออกไปจากคมเขี้ยวมันได้ พละกำลังอันมหาศาลของมันบดต้นไม้ต้นนั้นแหลกเหลวคาปากได้อย่างง่ายดาย

โทษทีเพื่อน รู้สึกว่าเจ้านี่หางมันจะใหญ่กว่าเจ้าจ๋อตัวโตเมื่อวานแฮะ!!! แซ็คที่โหนตัวอยู่บนกิ่งไม้ใหญ่ตะโกนคุยกับเพื่อนตนอย่างขบขันเมื่อมองเห็นรีเซ่หมดสภาพเมื่ออยู่ต่อหน้าอสูรกายยักษ์นั่น

ถ้าอย่างนั้นจนกว่าพระอาทิตย์จะขึ้นพรุ่งนี้ แกปกป้องข้าด้วยละกันนะรีเซ่!!

พูดจบแซ็คก็ล้วงมือเข้าไปในถุงผ้าของตน เขาหยิบบางอย่างออกมาจากข้างในนั้นดูแล้วคล้ายกับสนับมือทั่วไปแต่แปลกที่มันขนาดใหญ่เกินกว่าธรรมดาเป็นเท่าตัว ทั้งรูปร่างที่ประหลาดอย่างกับค้อนเหล็กมากกว่าและมีหินสีคล้ายจะเป็นพลอยมรกตฝังอยู่ด้านหน้าอีกด้วย เขาละถุงผ้านั้นทิ้งลงพื้นพร้อมกับปล่อยมือจากกิ่งไม้ให้ตนเองร่วงหล่นลงมา แล้วสวมสนับนั้นเข้าที่มือขวาทันทีอย่างคุ้นมือเสร็จก่อนที่จะตกลงมายืนทรงตัวนิ่งบนพื้นดิน เจ้าจระเข้ายักษ์ที่กำลังเคี้ยวต้นไม้อย่างสนุกปากก็เหลียวหันกลับมามอง มันจำได้ทันทีว่านี่แหละคือสิ่งที่มันไล่ตามมาจนถึงตรงนี้ มันคายเศษไม้นั้นทิ้งแล้วตั้งท่าอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพุ่งปราดเข้ามาใส่แซ็ค

เจ้าแซ็คเอ๊ย...วิ่งหนีจะง่ายกว่ามั้ย รีเซ่รำพึงกับตัวเองเบาๆเหมือนรู้ดีว่าเพื่อนรักนั้นจะทำอะไร เขาเก็บดาบเข้าในฝักเพราะมั่นใจว่าไม่ต้องใช้มันอีกนอกจากเอาตัวเขี้ยวยาวงามนั้นออกมาจากปากเจ้าสัตว์น้ำสี่ขา ถ้าระหว่างคืนต้องมาเจอกับตัวพรรค์นี้อีกแล้วจะเอาอะไรไปล้มมันเล่า...

จระเข้ยักษ์อ้าปากกว้างพร้อมจะเข้างับแซ็ค เขาตั้งสมาธิแล้วพุ่งตัวหลบไปด้านข้าง แต่หางมหึมาของมันก็ตวัดตามเข้ามาอีก คราวนี้เขากระโดดลอยตัวหลบได้พ้นและลงมาเกาะหางนั้นไว้แน่ ต้นไม้ที่อยู่รอบด้านก็โดนลูกหลงหักโค่นลงนับสิบต้น แซ็คไต่ตามหางของมันขึ้นไปอย่างรวดเร็ว แต่มันก็ไม่ยอมง่ายๆพยายามสะบัดทั้งตัวทั้งหางหวังจะให้มนุษย์น้อยผู้นี้ร่วงลงไป แซ็คเกาะตามเกล็ดแข็งของมันไว้แน่นไม่ยอมร่วงง่ายๆและค่อยๆใต่ไปเรื่อยจนถึงหัวใหญ่ยักษ์ของมัน

ถ้าแกตื่นมาแล้วเขี้ยวหายไปสักซี่ก็ไม่ต้องคิดมากนะ พูดจบเขาก็เงื้อหมัดขวาขึ้นส่วนอีกมือหนึ่งก็เกาะเกร็ดของมันไว้ น่าประหลาดนักที่เหมือนกับมีประกายแสงคล้ายกับสายฟ้าห่อหุ้มสนับมือของเขาไว้อย่างอัศจรรย์ยามแซ็ครวมพลังไว้ที่ปลายหมัด

ฝันดี...

ฉับพลัน แซ็คก็ซัดหมัดนั้นเข้าใส่ที่กลางหัวของมันอย่างเต็มแรง เกิดแสงสว่างจ้าพร้อมเสียงดังสนั่นกัมปนาทเหมือนดั่งฟ้าฝ่าโครมใหญ่ เจ้าอสูรยักษ์นั่นสิ้นสติทรุดลงไปในทันที พร้อมกับร่างของแซ็คที่อ่อนแรงจนร่วงตกลงมา แต่ไม่ทันจะกระแทกกับพื้นเพราะรีเซ่เข้ามารับตัวไว้ได้ทันท่วงที

ถามจริงเถอะ แกไปทำอีท่าไหนเจ้าจิ้งจกนี่มันถึงอยากจะกินแกนัก...? รีเซ่ถามพลางวางเพื่อนรักลงนอนบนพื้นดินแบบไม่นุ่มนวลมากนัก เสร็จแล้วเขาชักดาบออกมาจากฝักอีกครั้ง มุ่งตรงไปยังเจ้าจระเข้ยักษ์ที่นอนอ้าปากกว้างหมดสภาพอยู่ตรงนั้นทันที รีเซ่เล็งที่ฟันเขี้ยวขวาของมันที่ดูเรียวยาวสวยส่องประกายอย่างกับเพชรพลอย แล้ววาดดาบขึ้นฟันฉับลงไปเต็มแรงจนเขี้ยวงามนั้นขาดกระเด็นออกมาอย่างไม่ยากเย็น

...ข้าเจอกระเบนตัวเบ้อเริ่มเลยเพื่อนใต้แม่น้ำนี้น่ะ ก็เลยกะจะจับมาย่างกินให้อร่อยเหาะไปเลย ไม่นึกว่าเจ้ายักษ์นี่ มันจะเห็นพร้อมข้าน่ะสิ ก็เลย...

พูดยังไม่ทันจบรีเซ่ก็เคาะหัวแซ็คดังโป๊กด้วยด้ามดาบพลางถอนหายใจอย่างระอาอีกครั้งในการกระทำของเพื่อน เพราะไอ้ความช่างกินของแกเนี่ยรู้มั้ยว่ามันทำให้เราต้องลุยกับไอ้ตัวโตอย่างนี้สองครั้งในสามวันเชียวนะ เมื่อวานก็ไปแย่งกล้วยภูเขาจากเจ้าคิงคอง วันนี้ก็มาปลากระเบนอีก ข้าละเบื่อหน่ายกับแกจริงๆ เขามองค้อนแซ็คด้วยสายตาที่พอจะทำให้ลิงจ๋อคนนี้สลดได้ไม่น้อยทีเดียว จนกว่าจะไปถึงคาลิบอร์ ถ้าแกยังใฝ่กินอะไรพรรค์นี้อีกข้าจะตัดแขนแกทีละข้างนะจำไว้...

พูดจบรีเซ่ก็เดินไปหยิบเขี้ยวงามอันนั้นมาใส่ในถุงผ้าแล้วสะพายขึ้นบ่า รวมถึงถุงสัมภาระของแซ็คที่กองอยู่ไม่ไกลกันด้วย เสร็จแล้วเขาก็หันกลับมายังเพื่อนรักที่นอนยิ้มแหงมองเขาอยู่ด้วยสายตาอ้อนวอน

ภาระจริงๆนะ แก...

แม้จะบ่นแต่รีเซ่ก็แบกแซ็คขึ้นหลังแล้วออกเดินทางต่ออย่างเต็มใจ เพราะแม้จะนอกลู่นอกทางไปบ้างแต่เจ้านี่ก็เป็นเพื่อนรักเพียงคนเดียวของเขาตั้งแต่วัยเยาว์ ทิ้งให้เจ้าจระเข้ยักษ์นั้นนอนสลบไศลอยู่เบื้องหลัง ป่ายามนี้กลับสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เสียงนกร้องเจื้อยแจ้วฟังแล้วเย็นใจเป็นที่สุด อีกทั้งผีเสื้อป่าสวยงามที่บินว่อนไปมารอบๆตัวเหมือนจะให้พรกับทั้งคู่ จากแผนที่ จุดต่อไปที่พวกเขาจะไปถึงเมื่อออกจากป่านี้แล้วก็คือเมืองท่าฟรอนเซ่น เมืองท่าที่ใหญ่และสำคัญที่สุดในทวีปอินแฟลริน อันเป็นทางผ่านที่จะทำให้พวกเขาไปถึงคาลิบอร์ได้เร็วที่สุด


edit @ 2006/12/07 09:55:02


edit @ 2006/12/07 10:23:01